กระทรวงการต่างประเทศแถลงในวันที่ 3 ประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อลีกวนยู รัฐบุรุษอาวุโสของสิงคโปร์ต่อการจากไปของ "มาดามลี"อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งสิงคโปร์
วันที่ 2 ต.ค. "มาดามลี" หรือ นาง "กวา ก๊อก ชู" วัย 89 ปี. ภรรยาของนายลี กวน ยู รัฐบุรุษอาวุโสแห่งสิงคโปร์ และมารดาของนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบันได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 89 ปี ที่บ้านพักเมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 ตามเวลาท้องถิ่น
ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์แถลงว่า รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมแสดงความไว้อาลัยการจากไปของ"มาดามลี" ณ. ที่พักของนายกรัฐมนตรีในระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค.นี้ ตั้งแต่ 10.00 น.- 17.00 น. หลังจากนั้นจะมีการจัดพิธีฝังศพในวันที่ 6 ต.ค. ที่ฌาปนสถาน " มันได"
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ไต้หวันอุดหนุนทำกิฟต์ ตั้งเป้าเพิ่มทารก ปีละ 2 พันคน
รัฐบาลการกระตุ้นอัตราเกิดในไต้หวันแนวใหม่ กรมสุขภาพประชาชนวางแผนอุดหนุนคู่สมรสที่มีบุตรยาก เพื่อแก้ปัญหาอัตราเกิดลดลง การอุดหนุนการรักษาโรคมีบุตรยากกำหนดไว้ 2 วิธี จะทำการอุดหนุนสามีภรรยาคู่ละ 50,000 – 150,000 เหรียญไต้หวันต่อปี คาดว่าใช้งบประมาณรวมปีละ 600 – 2,200 ล้านเหรียญไต้หวัน หากโครงการผ่านการอนุมัติคาดว่าจะทำให้อัตราเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 2 พันคน
ตามมาตรการดังกล่าวจะให้การอุดหนุนเฉพาะผู้ที่ผ่านการสมรสตามกฎหมาย และให้การรักษาเพื่อทำเด็กหลอดแก้วหรือการผสมเทียม รวม 2 วิธี ทั้งนี้อัตราการทำเด็กหลอดแก้วมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 120,000 เหรียญไต้หวัน และการผสมเทียมครั้งละ 2-30,000 เหรียญไต้หวัน
ฟิจิยกเว้นวีซ่าให้ไต้หวัน สิ้นปีอียูยกเว้นวีซ่าให้ชาวไต้หวันเป็นของขวัญวันเกิดสาธารณรัฐจีน
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน สาธารรณรัฐจีนได้ประกาศข่าวดีในวันนี้ระบุว่า รัฐบาลประเทศฟิจิได้ให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการให้การยกเว้นการตรวจลงตราแก่ชาวไต้หวันแล้ว โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางสาธาณรรัฐจีนที่มีอายุหนังสือเดินทาง 6 เดือนขึ้นไป พร้อมแสดงบัตรโดยสารไป-กลับ และหลักฐานเหตุผลการเดินทางเข้าฟิจิก็จะได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราประเภทห้ามทำงานและพำนักในฟิจิได้เป็นเวลา 4 เดือน
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ออกแถลงข่าวแสดงความยินดีต่อการตัดสินใจดังกล่าวของรัฐบาลฟิจิ และเชื่อว่า การยกเว้นวีซ่าดังกล่าวให้
การกระทบกระทั่งกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออก
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2553 เรือประมงสัญชาติจีนแผ่นดินใหญ่ “หมิ่นจิ้นหยีหมายเลข 5179” (「閩晉漁5179號」)เกิดอุบัติเหตุชนกับเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่นบริเวณน่านน้ำหมู่เกาะเตี้ยวหยีไถหรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าหมู่เกาะ “เซนซากุ” ทางการญี่ปุ่นได้ยึดเรือและควบคุมตัวกัปตันเรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ดังกล่าวในข้อหากระทำผิดกฏหมายประมงของญี่ปุ่น ทางการญี่ปุ่นได้แสดงความเสียใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และระบุว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เรือประมงรุกล้ำเข้าสู่เขตน่านน้ำของญี่ปุ่น” กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตจีนประจำญี่ปุ่นเข้าพบเพื่อประท้วงในเรื่องดังกล่าว ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้แสดงท่าทีโดยทันที และยกระดับการประสานงานในเรื่องนี้กับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าของจีนเป็นผู้ออกมากล่าวแสดงจุดยืนของรัฐบาลจีนโดยทันที เตือนฝ่ายญี่ปุ่นอย่าได้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ต้องใช้สติปัญญาอันชาญฉลาดของตนมาตัดสินใจทางการเมือง ส่งตัวกัปตันและเรือประมงจีนคืน จุดยืนของปักกิ่งคือการปล่อยตัว และยุติการสกัดกั้นในทะเลอย่างผิดกฏหมาย กระทั่งเช้าวันที่ 25 ก.ย. 2553 ทางการญี่ปุ่นจึงได้ปล่อยตัวกัปตันเรือจีน ทำให้เหตุการณ์นี้เริ่มเห็นจุดยุติของมันแล้ว แต่คงจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นอย่างแน่นอน
(คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ทุนต่างชาติลงทุนไต้หวันระลอกแรก 3 แสนล้าน
หลังจากที่สภาบริหารไต้หวัน สาธารณรัฐจีนได้จัดตั้ง “สำนักงานชักจูงการลงทุนทั่วโลก” เป็นเวลาร่วม 2 เดือนเต็ม เมื่อวานนี้ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจไต้หวันได้ประกาศผลงานการชักชวนนักลงทุนต่างชาติลงทุนในไต้หวันระลอกแรกระบุว่า จนถึงวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา มีวิสาหกิจต่างๆ แสดงความประสงค์ที่จะลงทุนในไต้หวันมูลค่าสูงถึง 302,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน นางหลิว อี้หยู ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจไต้หวันระบุว่า ไตรมาสแรกของปีหน้า ตนจะนำคณะเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศในเอเชียอาคเนย์ เพื่อโรดโชว์ระลอกต่อไป
ขณะเดียวกัน เพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน นายกรัฐมนตรีอู๋ ตุนอี้ได้สั่งการให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งชาติและกระทรวงเศรษฐการไต้หวันสำรวจนิคมสวนวิทยาศาสตร์และนิคมอุตสาหกรรมของกระทรวง
นายกฯไต้หวันสั่งสอบด่วนกรณีนั่งร้านโครงการก่อสร้างทางด่วนหมายเลข 6 ไต้หวันถล่มทับคนงานตาย
โครงการก่อสร้างทางด่วนหมายเลข 6 ทางภาคกลางของเกาะไต้หวันซึ่งเชื่อมกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไต้หวันคือทะเลสาปสุริยันจันทรา เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือนก็จะแล้วเสร็จ ได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงนั่งร้านสูง 55 เมตร ยาวกว่า 80 ม. ถล่มลงมาขณะกรอกปูนซิเมนต์ผสมเมื่อตอนบ่ายวานนี้ อย่างไม่คาดฝัน ซึ่งมีคนงานทำงานอยู่บนนั่งร้านหลายคนร่วงหล่นลงมาและถูกเหล็กนั่งร้าน ซิเมนต์น้ำหนักรวมกว่า 2000 ตันที่ถล่มลงมาทับร่างและศีรษะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 7 คน เป็นคนงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย 6 คน คนงานไต้หวัน 1 คน บาดเจ็บ 3 คน อุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงที่สุดของโครงการก่อสร้างทางด่วนในไต้หวัน
นายกรัฐมนตรีอู๋ ตุนอี้ ได้สั่งการให้สอบสวนหาสาเหตุในเรื่องนี้เป็นการด่วน “เราพยายามมานาน ซึ่งจะต้องพยายามสอบสวนหาสาเหตุของเรื่องนี้ให้ได้ ไม่งั้นเหตุการณ์ที่เป็นโครงการก่อสร้างที่ห้ามว่าจ้างแรงงานต่างชาติก็จะเกิดขึ้นอีก เราต้องระวังว่าทำไมผู้รับเหมาจึงว่าจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้ ต้องสอบสวนให้ถึงที่สุด ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จะมอบหมายให้หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อป้องกันมิให้
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
รองผู้นำไต้หวันให้การต้อนรับดร.กระแส ชนะวงษ์
ในวันที่ 30 รองประธานาธิบดีเซียวว่านฉางของไต้หวัน (ขวา)ให้การต้อนรับ ดร.กระแส ชนะวงษ์ (ซ้าย) นักวิชาการไทย ทั้งสองรู้จักกันเป็นเวลายาวนาน โดยรองผู้นำไต้หวันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งต่อการพบปะกันอีกครั้ง
เซียวว่านฉางกล่าวว่า ข้อเสนอของ ดร. กระแส ที่ให้จัดตั้งศูนย์อบรมแรงงานไทยที่ จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีแรงงานไทยเดินทางมาไต้หวันมากที่สุด รองประธานาธิบดีกล่าวว่า “โครงการอบรมแรงงาน หวังว่าก่อนที่จะมาไต้หวัน จะมีการอบรมที่นั่น เพื่อให้พวกเขาได้รู้จักไต้หวัน เรียนรู้ภาษา การปรับตัวใช้ชีวิต”
เซียวว่านฉางกล่าวด้วยว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนและเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้แก่แรงงานไทย จึงได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการกิจการแรงงาน ศึกษาวิธีการเพื่อดำเนินโครงการต่อไป
ทางต่างระดับที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่ม คนงานผิดกฎหมายอินโดนีเซียตาย 6 ชาวไต้หวันตาย 1 บาดเจ็บ 3
วันที่ 30 ก.ย. เกิดอุบัติเหตุทางต่างระดับที่แยกออกจากทางด่วนสายที่ 6 ช่วงต.กั๋วซิ่ง เมืองหนานโถว ภาคกลางของไต้หวัน ซี่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายชาวอินโดนีเซีย 6 คน หัวหน้างานชาวไต้หวัน 1 คน ผู้บาดเจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวไต้หวัน 2 คน และชาวเวียดนาม 1 คน ประธาน CLA ลั่นหากผู้รับเหมาจ้างงานผิดกฎหมายจะถูกลงโทษสถานหนัก ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


