วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตรวจพบผู้โดยสารที่เดินทางมาจากญี่ปุ่นปนเปื้อนรังสีรายที่ 41


คณะกรรมการพลังงานปรมาณู สภาบริหาร ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนแถลงว่า หลังจากเกิดอุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ได้มีการตั้งด่านตรวจวัดสารกัมมันตภาพรังสีที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน สนามบินซงซานในกรุงไทเป และสนามบินเสี่ยวกั่งที่นครเกาสง จนถึงขณะนี้( 29 มี.ค.) ได้ทำการตรวจวัดผู้โดยสารที่เดินทางมาจากญี่ปุ่นทั้งสิ้น 62,000 กว่าคน พบว่ามีผู้โดยสารที่ปนเปื้อนรังสี 41คน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. มีชาวญีปุ่นรายหนึ่งถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนรังสีซึ่งได้ส่งตัวกลับญี่ปุ่นไปแล้ว พร้อมกันนี้คณะกรรมการพลังงานปรมาณูยังได้ประกาศผลการตรวจวัดสารกัมมันตภาพรังสีในอากาศทั่วไต้หวันซึ่งยังคงอยู่ในระดับปกติ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

แหล่งที่มา : Rti
วันที่ : 29 มี.ค. 2554

สำรวจพบ ราคาบ้านไต้หวันแพงลิบลิ่ว ร้อยละ 64 ของมนุษย์เงินเดือนซื้อไม่ไหว

บ้านในนครเกาสง
ผลการสำรวจของ yes123เว็บไซด์จัดหางานชื่อดังแห่งหนึ่งของไต้หวันที่สุ่มสอบถามมนุษย์เงินเดือนในไต้หวันจำนวน 1,792 ตัวอย่าง นำออกเผยแพร่ในวันที่ 28 มี.ค. ศกนี้พบว่า มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่มีบ้านเป็นของตนเอง ร้อยละ 78.1 อยากซื้อบ้านเป็นของตนเอง แต่ยังไม่ได้ซื้อ โดยร้อยละ 64ระบุว่าราคาบ้านแพงเกินไปขณะที่ เงินเดือนเพียงน้อยนิดซื้อไม่ไหว ร้อยละ 50.2%บอกว่ารอให้บ้านราคาถูกลงกว่านี้จึงจะตัดสินใจซื้อ ร้อยละ 44.1ตอบว่าการผ่อนบ้านเป็นภาระที่

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

รัฐมนตรีเศรษฐกิจไต้หวันย้ำ ความสำคัญของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

กรณีในช่วงที่ผ่านมา ไช่อิงเหวิน(蔡英文) หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือดีพีพี พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน เสนอแนวทางนโยบายปลอดนิวเคลียร์ภายในปี 2025 ซึ่งหลี่เติงฮุย(李登輝) อดีตประธานาธิบดีไต้หวันได้ออกมาระบุว่า เรื่องพลังงานเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของไต้หวัน หากไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ต้องจัดการกับปัญหาพลังงานก่อน วิเคราะห์หาวิธีอื่นในการผลิตไฟฟ้า
นายซือเหยียนเสียง (ขวา) รมต.ด้านเศรษฐกิจของไต้หวัน
วันที่ 28 มี.ค. ซือเหยียนเสียง(施顏祥) รมว. กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน ตอบกระทู้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภานิติบัญญัติระบุว่า หากไต้หวันไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะต้องทดแทนด้วยมูลค่าที่สูงมากอย่างแน่นอน ซือเหยียนเสียงกล่าวว่า “พลังงานนิวเคลียร์ในช่วงเวลานี้ หรือสามารถคาดการณ์ได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้อง

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

ภัยพิบัติร้ายแรงภาคอีสานญี่ปุ่น ส่งผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่นรุนแรง

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ แล้วตามติดมาด้วยวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กลายเป็นภัยพิบัติธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

ภาพความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มที่จ.มิยากิ

ภัยพิบัติในครั้งนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อ่อนยวบยาบอยู่แล้วเสมือน “ราดน้ำมันลงบนกองไฟ” ไม่เพียงแต่วิตกกังวลว่า “ญี่ปุ่นจะตกต่ำลง” เมื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 20 แล้วเท่านั้น แต่ยังวิตกว่า ญี่ปุ่นจะสามารถฟื้นตัวกลับมามีพลังที่มีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิมหรือไม่ ประการต่อมาก็คือ “ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเขตคันโตภาคอีสาน” ของญี่ปุ่นในครั้งนี้ แม้จะส่งผลให้วิกฤตการเมืองทั้งภายในและภายนอกพรรคของนายกรัฐมนตรีคัน นาโอโตะ (Kan Naoto) ผ่อนคลายลงชั่วคราว จนสามารถครองอำนาจในพรรคประชาธิปไตยได้ต่อไป แต่ภารกิจการบูรณฟื้นฟูหลังภัยพิบัติจะเป็นการทดสอบความสามารถของรัฐบาลของเขา แม้ชาวญี่ปุ่นจะแสดงออกถึงความมีระเบียบวินัยและความใจเย็น เมื่อประสบภัยแผ่นดินไหวก็ตาม แต่เบื้องหลังความเงียบของผู้ประสบภัยเหล่านี้ มิได้หมายความว่า ชาวญี่ปุ่นจะยอมอดทนรอคอยความอืดอาดยืดยาดของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีคัน นาโอโตะ หากทีมงานรัฐบาลไม่สามารถบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีต แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและบูรณะฟื้นฟูความเสียหายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็ววันได้แล้วละก้อ ความตกต่ำลงของคะแนนนิยมของรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบันก็คงยากที่จะคงความเป็นฐานะพรรครัฐบาลไว้ได้ต่อไป

(คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

ข่าวเกี่ยวข้อง
ประมวลภาพ แผ่นดินไหว-สึนามิ ถล่มญี่ปุ่น

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

ระบบตรวจจับแผ่นดินไหวใต้ทะเลแล้วเสร็จเดือนตุลาคม เตือนภัยได้เร็วขึ้น 10 วินาที

กรมอุตุนิยมวิทยาเผยว่าจะวางสายเคเบิ้ลใต้ทะเลความยาว 45 ก.ม. จัดตั้งระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวใต้ทะเลแห่งแรกของไต้หวัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม เมื่อเสร็จโครงการแล้ว จะเตือนภัยสึนามิได้เร็วขึ้น 10 นาที

กรมอุตุนิยมวิทยาแถลงว่าหลังจากโครงการระยะที่ 1 เสร็จแล้วจะเตือนภัยได้เร็วขึ้น 10 วินาที ซึ่งยังน้อยไป ในระยะที่ 2 จะขยายสายเคเบิ้ลออกไปถึง

เว็บไซต์ทางการอินโดนิเซียใช้ PRC ต่อท้ายไต้หวัน กระทรวงต่างประเทศประท้วง

เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศของอินโดนิเซีย เรียกชื่อไต้หวัน Taiwan PRC (ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน) กระทรวงการต่างประเทศได้ทักท้วงแข็งกร้าว เรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อทันที

เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศอินโดนิเซียแจ้งรายชื่อประเทศที่สามารถขอวีซ่าเมื่อมาถึงอินโดนิเซีย (Visa on Arrival) ได้ใช้ PRC ต่อท้ายคำว่าไต้หวัน เป็นการลดระดับสถานะไต้หวัน จางจี้ผิง(章計平) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ประท้วงต่ออินโดนิเซียอย่างแข็งกร้าว เรียกร้องให้แก้ไขในทันที

จางจี้ผิงกล่าวว่า “เซี่ยลี่เอี๋ยน (立言) ผู้แทนไต้หวันประจำอินโดนิเซียได้ประท้วงอย่างแข็งกร้าวต่อกระทรวงการต่างประเทศอินโดนิเซียแล้ว นอกจากนี้

ชานมไข่มุกไต้หวันรุกตลาดยุโรป

ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มไต้หวันนำชานมไข่มุกไปร่วมงานนิทรรศการธุรกิจแฟรนส์ไชส์ที่กรุงปารีส หวังรุกตลาดยุโรป มั่นใจภายในสามสิบปีเครื่องดื่มประเภทชาจะยังคงเป็นที่นิยมของชาวยุโรปต่อไป

ร้านชานมไข่มุกชื่อดัง CHATIME 「日出茶太」ซึ่งนำเครื่องดื่มประเภทชาจากไต้หวันเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการธุรกิจแฟรนส์ไชส์ปารีสซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มี.ค. ศกนี้ได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจเครื่องดื่มที่ออกไปเปิดร้านแฟรนส์ไชส์ในต่างประเทศมากที่สุด โดยปัจจุบันมีร้านแฟรนไชส์ในประเทศต่างๆในเอเชีย อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย จีนแผ่นดินใหญ่มากถึง 415 แห่ง ในอนาคตเตรียมจะขยายธุรกิจเข้าไปในยุโรป โดยจะเริ่มจากที่กรุงปารีสก่อน

แหล่งที่มา : Rti
วันที่ : 22 มี.ค. 2554

ศธ.ไต้หวันจัดความรู้เรื่องกัมมันตภาพรังสีกับพลังงานนิวเคลียร์ใส่หลักสูตรประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น

นายอู๋ชิงจี (吳清基 ) รมว. ศึกษาธิการ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนแถลงในวันที่ 21 มี.ค. ศกนี้ว่า การซ้อมป้องกันภัยธรรมชาติต่างๆ แผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น อุทกภัย หรือแม้แต่อัคคีภัย มีการจัดเข้าไว้ในหลักสูตรระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ไม่มีเรื่องกัมมันตภาพรังสีกับพลังงานนิวเคลียร์ หลังจากเกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่นในครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายของกัมมันตภาพรังสี เนื่องจากไต้หวันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึงสี่แห่ง คาดในเวลาอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะสามารถจัดทำหลักสูตรความรู้เรื่องกัมมันตภาพรังสีกับพลังงานนิวเคลียร์ให้แล้วเสร็จลงได้


แหล่งที่มา : Rti
วันที่ : 22 มี.ค. 2554