วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

เปิดโฉมอั่งเปาตรุษจีนผู้นำไต้หวัน ใส่เงินมูลค่า 1 เหรียญสัญลักษณ์สถาปนาประเทศ 100 ปี

เทศกาลตรุษจีนทุกปี ประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว(馬英九) แห่งไต้หวัน สาธารณรัฐจีน จะทำการแจกซองมงคลหรืออั่งเปาให้กับประชาชนทุกปี โดยภายในจะบรรจุช็อคโกแลตรูปเหรียญทอง แต่ในปีนี้ซึ่งตรงกับการสถาปนาประเทศครบรอบ 100 ปี หลอจื้อเฉียง(羅智強) โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยแสดงความคิดเห็น หวังว่าอั่งเปาปีนี้จะมีคุณค่าในการเก็บรักษา ดังนั้นประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วจึงได้สั่งการ ให้มีการออกแบบแตกต่างจากทุกปี

อั่งเปาของผู้นำไต้หวันปีนี้มีสีแดงและสีทองเป็นหลัก ขณะเดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับปีนักษัตรปีนี้คือปีเถาะ ด้านหลังออกแบบเป็นรูปกระต่ายมงคล ส่วนด้านหน้าซองเป็นรูปทำเนียบประธานาธิบดี ภายในซองบรรจุเงินเหรียญมูลค่า 1เหรียญไต้หวันจำนวน 2เหรียญ เป็นสัญลักษณ์ฉลองก่อตั้งประเทศครบ 100ปี หลอจื้อเฉียงกล่าวว่า “เราใช้เงินเหรียญมูลค่า 1 เหรียญไต้หวัน 2 เหรียญ พร้อมด้วยการออกแบบรูปภาพ คือมีสัญลักษณ์สถาปนาประเทศ 100 ปี นอกจากนี้บนรูปภาพมีตัวหนังสือที่ประธานาธิบดีเขียนคือ「ร้อยปีฉลองก่อตั้งประเทศ เปิดศักราชใหม่แห่งโชควาสนา」 2 เหรียญไต้หวันมีความหมายเป็นมงคล อยู่คู่กันยาวนาน และร่ำรวยหมื่นปี เหล่านี้เป็นแนวหลักของการออกแบบในครั้งนี้”


หลอจื้อเฉียงระบุว่า ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี จะทำการแจกจ่ายอั่งเปาในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยปีนี้เตรียมการแจกจ่ายให้ประชาชนจำนวน 200,000 ซอง อวยพรให้ทุกคนอนาคตรุ่งโรจน์ในปีเถาะ และหวังว่าทุกคนจะร่มเย็นและสุขสันต์ในปีก่อตั้งสาธารณรัฐจีน 100 ปีนี้ด้วย

รัฐบาลตั้งเป้าประชาชนลดน้ำหนัก 600 ตัน นรม.ไต้หวันนำขบวนลด 2 กก. ภายในปีนี้

จากผลสำรวจในปี 2008ประชาชนวัยเจริญพันธุ์ของไต้หวันมีอัตราส่วนน้ำหนักเกินหรืออ้วนเกินถึงร้อยละ 44.1 โดยเป็นเพศชายสูงถึงร้อยละ 50.8เพศหญิงร้อยละ 36.9 ในจำนวนนี้เด็กทุก 4 คน จะมีอยู่ 1 คนที่มีหนักเกินหรืออ้วน

เพื่อผลักดันแผนงานลดน้ำหนัก ทบวงสาธารณสุขไต้หวันจัดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการออกกำลังกาย พร้อมตั้งเป้าหมายให้ประชาชนลดน้ำหนักลงให้ได้รวม 600 ตัน(600,000 กก.) โดยนอกจากมีการเชิญชวนให้ประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว(馬英九) รณรงค์การลดน้ำหนักในบันทึกบริหารประเทศวันที่ 22 ม.ค.แล้ว วันที่ 24 ม.ค.ยังได้เชิญชวนให้นรม.อู๋ตุนอี้(吳敦義) และหยางจื้อเหลียง(楊志良) รมว.ทบวงสาธารณสุข เป็นผู้นำตัวแทนจากทุกหน่วยงานของภาครัฐและเทศบาลเขต ตั้งเป้าหมายลดน้ำหนัก พร้อมจัดพิธีปฏิญานเริ่มปฏิบัติการด้วย 


อู๋ตุนอี้กล่าวขณะเป็นประธานในพิธีระบุว่า ตนเองน้ำหนักมากที่สุดคือ 88 กก. จากนั้นตัดสินใจลดความอ้วน เนื่องจากมีโอกาสออกกำลังกายน้อย จึงใช้วิธีทานให้น้อย ดื่มสุราน้อยลง และขึ้นบันไดให้มากๆ ในที่สุดสามารถลดน้ำหนักลงได้ 8 กก.

อู๋ตุนอี้และหยางจื้อเหลียงได้ทำการวัดส่วนสูงและน้ำหนัก พบว่ามีค่าดัชนีมวลกาย(BMI) 25 และ 24.6 ตามลำดับ ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐานเล็กน้อย ดังนั้นทั้งสองท่านจึงเป็นผู้นำขบวน ตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักให้ได้ 2 กก. ภายในปีนี้ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

สหรัฐฯ เล่นแง่เจรจา TIFAเหตุสารเร่งเนื้อแดง

สืบเนื่องจากกรณีไต้หวันตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อวัวนำเข้าจากสหรัฐฯ จนกลายเป็นเหตุมึนตึงระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งมีรายงานข่าวระบุว่า เดิมทั้งสองฝ่ายมีกำหนดการเปิดการเจรจาความตกลงกรอบการค้าและการลงทุนหรือ TIFA ระหว่างกันในปลายเดือนมกราคม ศกนี้ ต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการเลื่อนการเจรจาดังกล่าวออกไปจากสาเหตุสินค้าเกษตร โดยครั้งแรกเป็นเหตุจากปัญหาการนำเข้าเนื้อวัวสหรัฐฯ
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ระบุว่า เนื้อวัวสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 37% - 40% เนื่องจากไต้หวันสั่งห้ามเนื้อวัวและเนื้อสุกร ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความวิตกกังวล ซึ่งสหรัฐฯ หวังว่า ไต้หวันจะกำหนดมาตรฐานปริมาณตกค้างของสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อวัวและเนื้อสุกร (MRL) เช่นเดียวกับวิธีการของประเทศต่างๆ กว่า 26 ประเทศ เช่นสหรัฐฯ แคนาดา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

จีนเปิดตัวเครื่องบินรบ J-20 สะเทือนขวัญไปทั่วโลก

ปลายปีที่แล้ว ในช่วงก่อนที่นาย รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนจีนแผ่นดินใหญ่ ทางการจีนคอมมิวนิสต์ได้ประกาศความสำเร็จของการสร้างเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุดของตนคือเครื่องบินรบ J-20 โดยผ่านเวปไซต์ของตน และในช่วงระหว่างการเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ของเขา ทางการปักกิ่งก็ได้ประกาศความสำเร็จของการทดสอบการบินของเครื่องบินรบดังกล่าวในวันที่ 11 ม.ค. 2554 โดยใช้เวลาทดสอบ 15 นาที การเปิดตัวเครื่องบินรบของจีนในครั้งนี้ สร้างความตกตะลึงให้แก่สังคมนานาชาติ โดยจะต้องมีการประเมินสมรรถนะทางด้านอุตสาหกรรมการบินของจีนใหม่

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดดังกล่าว แต่การพัฒนาเครื่องบินรบ J-20 เป็นการเปิดศักราชสำคัญของการพัฒนาเครื่องบินรบขนาดใหญ่ของจีน นายจ้าว ซวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับการบิน และวิศวกรประจำศูนย์ฝึกทดสอบอาวุธทางอากาศของจีนคอมมิวนิสต์เปิดเผยว่า เครื่องบินรบ J-20 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบรุ่นที่ 4 ของจีน ได้เริ่มศึกษาพัฒนามาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 ซึ่งคาดว่า จะต้องใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 7 ปี จึงจะประสบความสำเร็จ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เครื่องบินรบ J-20 จะมีสมรรถนะที่เหนือกว่าเครื่องบินรบ F-22 ของสหรัฐฯ เขาย้ำว่า จีนแผ่นดินใหญ่มีความสามารถที่จะเอาชนะอัตราส่วนระหว่างการหลบหลีกและวัสดุอะไหล่ และความเร็วบินเหนือเสียง ซึ่งถือเป็นดัชนีสำคัญของเครื่องบินรบ

นักวิชาการจีนระบุ แถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-จีนหนุนสันติภาพช่องแคบไต้หวัน

นักวิชาการจีนแผ่นดินใหญ่ได้วิเคราะห์แถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อวานนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับไต้หวันชี้ชัดว่า สหรัฐฯ มีท่าทีที่เป็นบวกต่อการพัฒนาไปอย่างสันติของความสันติภาพของช่องแคบไต้หวัน ซึ่งได้เพิ่มเติมข้อความว่า “สหรัฐฯ ชื่นชมต่อการจัดทำความตกลง ECFA ระหว่างช่องแคบไต้หวัน และยินดีที่ทั้งสองฝ่ายเปิดช่องทางการทำความเข้าใจกันใหม่”

ในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวได้ระบุในข้อที่ 6ว่า “จีนกับสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำประเด็นไต้หวันเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ”

ศ.อู๋ เหนิงเยวี่ยน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไต้หวันศึกษายุคใหม่ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมฝูเจี้ยน ของจีน ระบุว่า ข้อความดังกล่าวในแถลงการณ์ร่วม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายควรมีจุดยืนและหลักการที่แจ่มชัดมากขึ้นต่อประเด็นไต้หวัน และควรยึดหลักการดังกล่าวดำเนินการกับประเด็นนี้ต่อไปในอนาคตด้วย

ทางด้าน นายเสิ่น อี้ อาจารย์คณะการเมืองระหว่างประเทศ สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน เซี่ยงไฮ้ ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้กับฉบับปี 2552 ที่ประธานาธิบดีโอบามาเยือนจีนแล้ว ประเด็นไต้หวันไม่มีอะไรใหม่มีสาระเหมือนกัน แต่สหรัฐฯ ชื่นชมการจัดทำความตกลง ECFA ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันก้าวไปอย่างมั่นคง

ไต้หวันตามเด็กกลับประเทศ มีพาสปอร์ตให้บัตรประชาชน

กระแสการมีบุตรน้อยทำให้ไต้หวันเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคคลากร หลิวอี้หรู ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแสดงความเห็นเกี่ยวกับการให้บัตรประชาชนแก่เด็กไต้หวันที่เกิดในต่างประเทศว่า ควรจะตามเด็กไต้หวันกลับไต้หวัน ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในเร็ว ๆ นี้

หลิวอี้หรูกล่าวว่า ในขณะที่นางทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ได้ผลักดันให้มีการแก้ไข “กฎหมายการเข้าออกประเทศและการอพยพ” กำหนดให้เด็กที่เกิดในต่างประเทศอายุไม่เกิน 12 ปี สามารถกลับมาไต้หวันเพื่อขอบัตรประชาชนได้ หากเกินกว่า 12 ปี จะต้องอาศัยอยู่ในไต้หวันครบ 1 ปี จึงจะยื่นขอได้ ประชาชนบางส่วนไม่ทราบระเบียบดังกล่าว จึงพลาดการขอบัตรประชาชนก่อนอายุครบ 12 ปี หากอายุเกิน 12 ปี จะต้องอยู่ไต้หวันครบ 1 ปีก่อน ผลเสียของการไม่มีบัตรประชาชนคือ ไม่มีสิทธิ์ทำงาน

หลิวอี้หรูกล่าวว่า เด็กไต้หวันที่เกิดในต่างประเทศหากมีพาสปอร์ตไต้หวัน ควรจะได้บัตรประชาชน แต่ในส่วนของการประกันสุขภาพควรงดไว้ก่อน เพื่อลดภาระรายจ่ายของรัฐบาล

เหลียนเซิ่งเหวินถูกยิง อัยการสรุปยิงผิดคน

กระแสข่าวระบุว่ากรณีเหลียนเซิ่งเหวิน ส.ส.พรรคก๊กมินตั๋ง บุตรชายอดีตรองประธานาธิบดีเหลียนจ้านถูกยิงก่อนวันเลือกตั้ง อัยการจะสรุปการสอบสวนว่า เหลียนเซิ่งเหวินถูกยิงเพราะมือปืนจำคนผิด ตระกูลเหลียนต้องการให้อัยการสอบสวนให้แน่ชัดก่อนสรุปสำนวนฟ้อง

สวีหงถิง(徐弘庭)ผู้ช่วยพิเศษของเหลียนเซิ่งเหวินแถลงว่า ตระกูลเหลียนได้มอบหมายให้ทนายความส่งหนังสือแจ้งต่ออัยการแล้วว่าขอให้สอบสวนอย่างแน่ชัดก่อนการฟ้องร้อง
ทางด้านติงโซ่วจง(丁守中) ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋งชี้ว่า การสรุปสำนวนฟ้องว่าเป็นการยิงผิดคนไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากในวันเกิดเหตุเหลียนเซิ่งเหวินไปถึงเวทีหาเสียงตั้งแต่ 10.00 น. ในตอนเช้า และได้รับการแนะนำตัวถึง 3 ครั้ง มือปืนยืนอยู่ข้างล่างตลอด จึงไม่น่าเชื่อว่าจำผิดคน



หากอัยการสรุปว่าการยิงเหลียนเซิ่งเหวินเป็นเพราะจำผิดคน พรรคดีพีพียังจะฟ้องร้องให้การเลือกตั้งผู้ว่าการ 3 นคร เป็นโมฆะหรือไม่ หลินอิ่วชัง(林右昌) โฆษกพรรคดีพีพี (พรรคฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า พรรคดีพีพีเน้นว่าหลังเกิดเหตุแล้วพรรคก๊กมินตั๋งได้อาศัยประโยชน์จากเหตุการณ์หรือเปล่า เพราะฉะนั้นจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม ทนายความ ไช่เม่าโซง(蔡茂松) ระบุว่า หากอัยการสรุปว่าจำผิดคน ถือว่าเป็นการกระทำที่ต่างจากการซื้อเสียง โกงคะแนน หรือนับคะแนนผิด การยิงปืนอาจส่งผลต่ออารมณ์ของประชาชน แต่พิสูจน์ได้ยาก โอกาสที่ศาลไม่รับฟ้องเป็นไปได้สูง

เรือนจำไทเปส่งตัวนายเฉินสุยเปี่ยนเข้ารพ. หลังมีอาการโรคหัวใจ เบื้องต้นอาการคงที่และถูกส่งตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำไทเปแล้ว

นายเฉินสุยเปี่ยน อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ที่ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไทเปด้วยข้อหาทุจริตคอรัปชั่น มีอาการทางโรคหัวใจเมื่อค่ำวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เรือนจำไทเปจึงนำส่งตัวนายเฉินไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเถาหยวนในช่วงเช้าวันที่ 19 ม.ค. เนื่องจากนายเฉินอ้างว่ารู้สึกหัวใจเต้นไม่ปกติ ทางโรงพยาบาลจึงได้ทำการตรวจร่างกายเกี่ยวกับปอดและหัวใจโดยเฉพาะ


 

เจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มกันหนาแน่น